แม่น้ำสินธุ เป็นแม่น้ำที่ยาวที่สุดในปากีสถาน และเป็นแม่น้ำที่ใหญ่ที่สุดอันดับที่ 21 ของโลก ต้นกำเนิดของแม่น้ำอยู่บริเวณที่ราบสูงทิเบต ใกล้กับทะเลสาบมานาซาโรวาร์ ความยาวรวมของแม่น้ำมีความยาว 3,180 กิโลเมตร (1,976 ไมล์) ซึ่งน้ำสินธุ มีความสำคัญกับอารยธรรมมาก เนื่องจาก อารยธรรมอินเดียกำเนิดขึ้นที่บริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดียโบราณ ปัจจุบันคือ ประเทศปากีสถาน

อารยธรรมลุ่มน้ำสินธุ

 

บริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุเป็นบริลุ่มแม่น้ำสินธุเป็นที่ราบลุ่มแม่น้ำกว้างใหญ่ ที่มีแม่น้ำสินธุและมาน้ำสาขาจำนวนมากไหลผ่าน จึงทำให้บริเวณนี้เกิดความอุดมสมบูรณ์ และบริเวณที่ตั้งของลุ่มแม่น้ำสินธุ สามารถติดต่อกับดินแดนเมโสโปเตเมีย ดินแดนที่เป็นแหล่งอารยธรรมโลกอีกแห่งหนึ่ง จึงทำให้บริเวณนี้เกิดเป็นอารยธรรมอินเดียโบราณ ที่เจริญรุ่งเรือง เมื่อประมาณ 2,500 ปี ก่อนคริสต์ศักราช โดยนักโบราณคดีเรียกชื่ออารยธรรมที่ขุดค้นพบ ตามชื่อเมืองที่เป็นที่ตั้งของซากเมืองโบราณคือ เมืองฮารัปปา (Harappa) ในแคว้นปันจาป และยังขุดพบซากอีกเมืองหนึ่งคือ เมืองโมเฮนโจ-ดาโร (Mohenjo-Daro) ทางตอนใต้ของประเทศปากีสถาน จากการขุดพบซากเมืองทั้งสองนี้ แสดงให้เห็นว่า เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ และได้มีการสร้างอาคาร บ้านเรือน ด้วยอิฐและดินเผา ทั้งยังมีสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และป้อมปราการ ที่เด่นชัดคือ มีการวางผังเมืองอย่างเป็นระเบียบ ด้วยการแยกพื้นที่ออกอย่างชัดเจ่น เช่น อาคารบ้านเรือน ศาสนสถาน เป็นต้น และยังพบว่า ทุกบ้านเรือนมีห้องน้ำ และท่อระบายน้ำเสียไปสู่ท่อน้ำ ที่สร้างด้วยอิฐที่ฝังอยู่ใต้ถนน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการจัดระบบสุขาภิบาลที่ดี

ลุ่มแม่น้ำสินธุแบ่งได้เป็น ๒ พวก

1. พวกดราวิเดียน
จากหลักฐานทางโบราณคดี และการศึกษาเรื่องชาติพันธุ์ สันนิษฐานได้ว่า คือ ชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุมากว่า 4,000 ปีมาแล้ว ชนพื้นเมืองเหล่านี้ มีรูปร่างเตี้ย ผิวคล้ำและจมูกแบน ซึ่งคล้ายกับกลุ่มคนทางตอนใต้ในอินเดียบางพวกในปัจจุบัน และส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรปลูกข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ข้าวเจ้า และฝ้าย

2. พวกอารยัน
เป็นพวกที่อพยพเคลื่อนย้ายจากดินแดนเอเชียกลาง ลงมายังตอนใต้ และได้กระจายไปตั้งถิ่นฐานกันในพื้นที่ต่างๆ ที่อุดมสมบูรณ์ และมีภูมิอากาศอบอุ่น และอีกส่วนหนึ่งได้เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในลุ่มแม่น้ำสินธุ และขับไล่ พวกดราวิเดียน ให้ถอยร่นลงไป หรือจับเป็นทาส กลุ่มคนพวกอารยัน มีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาว จมูกโด่ง ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับชาวอินเดียที่อยู่ทางตอนเหนือ และอารยันเหล่านี้ ก้ได้รับวัฒฯะรรมจากชนพื้นเมือง และนำมาผสมผสานเป็นวัฒธรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน

อารยธรรมอินเดีย


1. สมัยอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ ( ประมาณ 2,500-1,500 ปี ก่อนคริสต์ศักราช ) เป็นสมัยอารยธรรม “กึ่งก่อนประวัติศาสตร์” มีการค้นพบหลักฐาน จารึกเป็นตัวอีกษร โบราณแล้วแต่ยังไม่มีผู้ใดอ่านออก และไม่แน่ใจว่าเป็นภาษาเขียนหรือไม่
2. สมัยพระเวท ( ประมาณ 1,500-600 ปีก่อนคริสต์ศักราช ) ชนเผ่าอินโด-อารยัน อพยพมาจากเอเชียกลาง ขับไล่ชนพื้น เมืองทราวิฑให้ถอยร่นลงไปทางตอนใต้ของอินเดีย เพื่อเข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำสินธุและคงคา ค้นพบ “คัมภีร์พระเวท” ซึ่งเป็นบทสวดของพวกพราหมณ์ และบทประพันธ์อีก 2 เรื่อง คือ มหากาพย์รามายณะและมหาภารตะ
3. สมัยพุทธกาล หรือสมัยก่อนราชวงศ์เมารยะ (ประมาณ 600-300 ปีก่อนคริสต์ศักราช ) เป็นช่วงที่อินเดียถือกำเนิดศาสนาที่สำคัญ 2 ศาสนา คือ ศาสนาพุทธและศาสนาเชน
4. สมัยจักรวรรดิเมารยะ ( ประมาณ 321-184 ปี ก่อนคริสต์ศักราช) พระเจ้าจันทรคุปต์ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์เมารยะ ได้รวยรวมแคว้นในดินแดนชีพูทวีป ให้เป็นปึกแผ่นภายใต้จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรกของอินเดีย
5. สมัยราชวงศ์เมารยะ ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ได้ เผยแพร่พระพุทธศาสนาไปยังดินแดนใกล้และไกล ซึ่งเผยแพร่เข้าสู่แผ่นดินไทยในยุคสมัยที่ยังเป็นอาณาจักรทวารวดี
6. สมัยราชวงศ์กุษาณะ ( ประมาณ 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ.320 ) ชนต่างชาติที่เข้ามารุกรานและตั้งอาณาจักรปกครองอินเดียทางตอนเหนือ คือ พระเจ้ากนิษกะ
7. สมัยจักรวรรดิคุปตะ ( Gupta ) (ประมาณ ค.ศ.320-550 ) พระเจ้าจันทรคุปต์ที่ 1 ต้นราชวงศ์คุปตะได้ทรงรวบรวมอินเดียให้เป็นจักรวรรดิอีกครั้งหนึ่ง และได้ชื่อว่าเป็นยุคทองของอินเดีย มีความเจริญรุ่งเรืองในทุก ๆ ด้าน ตลอดจนการค้าขายกับต่างประเทศ
8. สมัยหลังราชวงศ์คุปตะ หรือยุคกลางของอินเดีย ( ค.ศ.550 – 1206 ) เป็นยุคที่จักรวรรดิแตกแยกเป็นแคว้น หรืออาณาจักรจำนวนมาก ต่างมีราชวงศ์แยกและปกครองกันเอง
9. สมัยสุลต่านแห่งเดลฮี หรืออาณาจักรเดลฮี ( ค.ศ. 1206-1526 ) เป็นยุคที่พวกมุสลิมเข้ามาปกครองอินเดีย และมีสุลต่านเป็นผู้ปกครองที่เมืองเดลฮี
10. สมัยจักรวรรดิโมกุล ( ประมาณ ค.ศ. 1526 – 1858) พระเจ้าบาบูร์ ได้รวบรวมอินเดียให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้งหนึ่ง ได้ชื่อว่าเป็นจักรวรรดิอิสลามและเป็นราชวงศ์สุดท้ายของอินเดีย โดยอินเดียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ กษัตริย์ราชวงศ์โมกุลที่ยิ่งใหญ่ คือ พระเจ้าอักบาร์มหาราช ทรงทะนุบำรุงอินเดียให้มีความเจริญรุ่งเรืองในทุก ๆ ด้าน ในช่วงสมัยของชาห์ เจฮัน ทรงสร้าง “ทัชมาฮัล” ( Taj Mahal ) ซึ่งเป็นอนุสรณ์แห่งความรัก และเป็นงานสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานศิลปะอินเดีย